Key Takeaway
GED (General Educational Development) คือการสอบวัดผลเพื่อเทียบวุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) หรือ High School Diploma ของระบบการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยอยู่ภายใต้การดูแลและรับรองมาตรฐานจาก Pearson VUE ทำให้ผลสอบ GED มีความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับในหลายประเทศทั่วโลก เช่นเดียวกับกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทยที่ให้สถานะเทียบเท่าวุฒิการศึกษาระดับชั้นม. 6 ซึ่งสามารถใช้สมัครเรียนต่อหรือสมัครงานได้ตามเงื่อนไขของแต่ละสถาบัน
การสอบเทียบ GED เหมาะสำหรับน้อง ๆ ที่มีเป้าหมายชัดเจนและต้องการเส้นทางการศึกษาที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การเรียนจบภายในระยะเวลาที่สั้นลง และก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยได้ไวกว่าเส้นทางปกติ รวมไปถึงน้อง ๆ ที่ต้องการประหยัดเวลาเพื่อนำไปต่อยอดเป้าหมายอื่นในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกิจ หรือการพัฒนาทักษะเฉพาะทางด้านต่าง ๆ รวมถึงน้อง ๆ ที่ตั้งใจศึกษาต่อในต่างประเทศหรือหลักสูตรนานาชาติ ซึ่งการสอบ GED คือทางเลือกหนึ่งที่ช่วยเปิดโอกาสทางการศึกษาให้กว้างขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ
การสอบ GED จะแบ่งออกเป็น 4 รายวิชา ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด โดยจะเน้นความรู้พื้นฐาน การเชื่อมโยง ตรรกะและการคิดวิเคราะห์ ได้แก่
1. GED Reasoning Through Language Arts (RLA)
ข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษที่รวมเนื้อหาทั้งวิชา Reading และ Writing เข้าด้วยกัน โดยใช้เวลาสอบ 150 นาที ข้อสอบมีทั้งแบบ Multiple Choices, Drag and Drop, Select and Area และ Drop Down เพื่อวัดทักษะด้านการอ่าน แกรมมาร์พื้นฐาน และการเขียนเรียงความแบบ Argumentative
ข้อสอบ RLA จะแบ่งออกเป็น 3 พาร์ท 150 นาที ได้แก่
2. GED Social Studies
ข้อสอบวิชาสังคมศึกษาและประวัติศาสตร์ ใช้เวลาสอบ 70 นาที ข้อสอบจะเน้นที่การวิเคราะห์ข้อมูลด้านประวัติศาสตร์และการเมืองการปกครอง รวมทั้งการอ่านตัวเลข กราฟ ตาราง และแผนที่ที่เกี่ยวข้องในด้านสังคมและประวัติศาสตร์ โดยเนื้อหาที่ออกสอบ ได้แก่
รูปแบบในการสอบ SOCIAL STUDIES
3. GED Mathematical Reasoning
ข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ ใช้เวลาสอบ 115 นาที ข้อสอบจะเน้นไปที่การเลือกใช้สูตรและการคิดเลขให้สอดคล้องกับโจทย์ รวมทั้งการแก้ปัญหาทางพีชคณิต โดยเนื้อหาข้อสอบจะประกอบไปด้วย
ข้อสอบ MATH จะแบ่งออกเป็น 2 พาร์ท ได้แก่
แม้ในพาร์ทที่ 1 ของวิชาคณิตศาสตร์จะไม่สามารถใช้เครื่องคิดเลขได้ แต่ในหน้าข้อสอบจะมีแผ่นรวมสูตร (Formula Sheet) ซึ่งรวบรวมสูตรที่มีความยากและจำเป็นต้องใช้สำหรับน้อง ๆ ไว้แล้ว ทำให้น้อง ๆ ไม่ต้องกังวลเรื่องท่องจำสูตรและสามารถโฟกัสกับการคำนวณได้อย่างเต็มที่
4. GED Science
วิชาวิทยาศาสตร์ ใช้เวลาสอบ 90 นาที เนื้อหาหลักที่น้อง ๆ ต้องใช้สอบมีอยู่ 3 หัวข้อหลัก ๆ ได้แก่
ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวข้องกับ Life science, Physical science และ Earth and Space science
รูปแบบในการสอบ SCIENCE:
ใน 4 วิชาที่ใช้สอบนี้ คะแนนที่น้อง ๆ จะต้องได้ คือ ไม่ต่ำกว่า 145 คะแนน จากคะแนนเต็ม 200 คะแนนในแต่ละวิชาจึงจะถือว่าสอบ GED ผ่าน โดยเกณฑ์คะแนนของ GED มีทั้งหมด 3 ระดับ ได้แก่
ซึ่งเกณฑ์ที่น้อง ๆ จะใช้ในการยื่นเข้ามหาวิทยาลัย คือ ตั้งแต่ 145-165 คะแนนขึ้นไป ขึ้นอยู่กับทางคณะและมหาวิทยาลัยกำหนด แต่ถ้าหากสอบแล้วได้คะแนนไม่ถึง 145 คะแนน น้อง ๆ สามารถสมัครลงทะเบียนสอบใหม่ได้ทันที ยกเว้นการสอบใหม่ในครั้งที่ 4 ขึ้นไปที่จะต้องเว้นระยะจากการสอบครั้งล่าสุดมาแล้วอย่างน้อย 60 วัน
การสอบ GED และ IGCSE เป็นเส้นทางการศึกษาทางเลือก ที่มีความแตกต่างกันหลายประการ โดย GED คือการสอบเทียบวุฒิม.ปลาย (ม.6) ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งข้อสอบ GED มีทั้งหมด 4 วิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ และสังคมศึกษา สามารถนำไปสมัครเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยหรือหลักสูตรนานาชาติทั้งในและต่างประเทศได้ ขณะที่ IGCSE เป็นวุฒิจากระบบการศึกษาของประเทศอังกฤษ ซึ่งมีสถานะเทียบเท่าระดับชั้น ม.4 โดยสามารถสอบ AS/A-Level อีก 3 วิชา เพื่อใช้ยื่นขอวุฒิม.6 ได้ โดยมีวิชาที่ต้องสอบที่หลากหลายกว่า เช่น คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ และวิชาเลือกอื่น ๆ
>> เตรียมตัวให้พร้อมได้เปรียบกว่า! ลงทะเบียนติว IGCSE พร้อมรับเทคนิค Up คะแนนแบบเห็นผลจริง <<
GED Ready คืออะไร? GED Ready คือแบบทดสอบจำลอง (Official Practice Test) ที่น้อง ๆ ต้องทำคะแนนให้ได้ตั้งแต่ 145 คะแนนขึ้นไปในแต่ละรายวิชา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสังคมศึกษา เพื่อให้มีสิทธิ์ทำข้อสอบของหลักสูตร GED ในลำดับถัดไป ซึ่งการสอบจำลองนี้จะช่วยให้รู้สึกคุ้นเคยกับลักษณะและโครงสร้างของข้อสอบ GED รวมถึงรู้จุดผิดพลาดที่ต้องกลับไปทบทวนเพิ่มเติม ทั้งจากการอ่านด้วยตัวเองและการลงคอร์สเรียน GED เพิ่มเติม เพื่อให้มั่นใจกับการสอบในสนามนี้ยิ่งขึ้น
ค่าธรรมเนียมในการสอบ GED แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ
โดยสามารถชำระค่าสอบและค่าเอกสารด้วยหมายเลขบัตรเครดิต/เดบิต ผ่าน www.ged.com
***ค่าเงินไทยมีการเปลี่ยนแปลงตามอัตราแลกเปลี่ยนในแต่ละวัน
***สำหรับนักเรียนที่เรียนกับทางสถาบัน The Advisor Academy ทางสถาบันจะทำการสั่งใบจบตัวจริงให้ค่ะ
น้อง ๆ ที่จะเข้าสอบ GED จะต้องมีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป โดยไม่ได้กำหนดว่าผู้สอบจะอยู่ในระบบการศึกษามาก่อนหรือไม่
เมื่อคุณสมบัติพร้อมแล้ว น้อง ๆ สามารถ เข้าสมัครสอบได้ที่ www.ged.com โดยเข้าไปที่เมนู Sign up กรอกอีเมลและรหัสผ่าน จากนั้นกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน ซึ่งจะต้องตรงตามพาสปอร์ต หากข้อมูลไม่ตรงกันจะไม่สามารถเข้าสอบได้ เมื่อทำการสมัครเรียบร้อยแล้วก็มาถึงขั้นตอนเลือกวัน – เวลาเข้าสอบ น้อง ๆ สามารถเลือกสอบได้ที่ศูนย์ทดสอบของ GED หรือผ่านการคุมสอบออนไลน์ก็ได้ โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้
***น้อง ๆจะต้องพกพาสปอร์ตเพื่อยืนยันตัวตนตอนสอบ ไม่อย่างงั้นแล้วจะไม่ได้เข้าสอบ
***สำหรับนักเรียนที่เรียนกับทางสถาบัน The Advisor Academy เพียงนำพาสปอร์ตมาที่สถาบันทางสถาบันจะทำการสมัครสอบให้ค่ะ**
จากระเบียบการกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการปรับปรุงระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการสอบเทียบวุฒิการศึกษาในประเทศและต่างประเทศระดับการศึกษาพื้นฐาน พ.ศ.2560 ได้มีการประกาศให้สถาบันอุดมศึกษาเป็นผู้กำหนดคุณสมบัติหลักเกณฑ์ของผู้มีสิทธิเข้าศึกษาต่อ หากมหาวิทยาลัย หรือ คณะกำหนดให้สามารถนำวุฒิ GED ยื่นในการสมัครเข้าศึกษาต่อได้ แสดงว่านักเรียนสามารถนำวุฒิและผลการสอบ GED เพื่อสมัครเรียนได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปเทียบวุฒิที่กระทรวงศึกษาธิการ
ใครที่สงสัยว่าสอบ GED เข้ามหาวิทยาลัยไหนได้บ้าง? สอบเทียบ GED เข้าคณะอะไรได้บ้าง? น้อง ๆ สามารถใช้ผลสอบ GED ยื่นสมัครเรียนได้ทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน หากเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐจะเน้นหลักสูตรนานาชาติ ส่วนมหาวิทยาลัยเอกชนก็สามารถยื่นได้ทั้งหลักสูตรไทยและหลักสูตรนานาชาติ ตัวอย่างคณะจากมหาวิทยาลัยชั้นนำที่รับผลสอบ GED อาทิ
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (หลักสูตรนานาชาติ)
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (หลักสูตรนานาชาติ)
วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล
วิทยาลัยกับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ (ภายในประเทศ)
มหาวิทยาลัยอื่น ๆ (ในต่างประเทศ)
การสอบ GED คืออะไร? GED คือการสอบเทียบวุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยกระทรวงศึกษาธิการได้ให้การรับรองแล้ว โดยการสอบ GED มีทั้งหมด 4 วิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ และสังคมศึกษา (ข้อสอบเป็นภาษาอังกฤษ) ซึ่งเน้นการวิเคราะห์ การอ่านจับใจความ และการตีความข้อมูลมากกว่าการท่องจำ โดยเกณฑ์ผ่านของคะแนน GED คือ 145 คะแนนขึ้นไปในแต่ละวิชา ดังนั้นการเตรียมสอบ GED ควบคู่กับการเรียน ielts เพื่อเสริมทักษะภาษาอังกฤษหรือการติว SAT ร่วมด้วย จะยิ่งช่วยให้น้อง ๆ มีความพร้อมในการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยมากขึ้น
หากน้อง ๆ นักเรียนที่มีอายุ 14-20 ปี อยากสอบ GED ให้ผ่านฉลุย มาเตรียมลุยข้อสอบกับ The Advisor Academy หนึ่งในสถาบันเตรียมสอบหลักสูตรนานาชาติ (Test Preparation Center) ชั้นนำในประเทศไทยที่มีหลักสูตรติว GED ทั้งแบบส่วนตัวแบบคู่ และแบบกลุ่ม โดยในคอร์สติว GED จะมีการประเมินพื้นฐานภาษาอังกฤษก่อนเรียน พร้อมวางแผนเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยเป็นรายบุคคลให้อย่างละเอียด เข้าเรียนสดผ่านระบบ Zoom จำนวน 100 ชั่วโมงเต็ม พร้อมไฟล์บันทึกการสอนเพื่อทบทวนย้อนหลัง รวมทั้งมีการทดสอบ GED กับครูผู้สอนก่อนลงสู่สนามสอบจริงอีกด้วย
ช่องทางการติดต่อ :
ที่มา: https://theadvisoracademy.com/ged-info/