24 มีนาคม 2026
เพราะว่าน้อง ๆ ที่เป็นนักแสดง ศิลปิน และ Influencer ตั้งแต่เด็ก ๆ มักประสบกับปัญหาเรื่องตารางเวลางาน และตารางเวลาเรียนที่มักชนกันนั่นเองค่ะ ทำให้น้อง ๆ เหล่านี้ไม่สะดวกเข้าเรียนตามเวลาปกติของโรงเรียนได้ ดังนั้น GED จึงเข้ามาตอบโจทย์น้อง ๆ ที่เป็นดารา นักแสดง ศิลปิน และ Influencer มาก ๆ เพราะสามารถจัดสรรตารางเวลาการติวสอบเองได้ รวมถึงระยะเวลาตั้งแต่การติวสอบไปจนถึงสอบผ่านครบได้วุฒิม.6 ก็เป็นระยะเวลาที่ค่อนข้างสั้นอีกด้วย (ประมาณ 2 เดือน)
สำหรับน้อง ๆ นักกีฬา โดยเฉพาะนักกีฬาทีมชาติจะนิยมลาออกมาสอบ GED ในช่วงมัธยมปลาย เนื่องจากน้อง ๆ นักกีฬาจะมีตารางการซ้อมที่เข้มงวดตลอดปี รวมถึงการต้องออกทัวร์แข่งขันทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ทำให้น้อง ๆ เหล่านี้ไม่สะดวกเข้าเรียนตามเวลาการเรียนปกติของที่โรงเรียนนั่นเองค่ะ การสอบเทียบ GED จึงตอบโจทย์น้อง ๆ มากเพราะมีอิสระในเรื่องของเวลาการเรียน การติวสอบ ทำให้วางแผนชีวิตได้ง่ายขึ้น
สำหรับน้อง ๆ หลายคนที่เคยไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศ เมื่อจบโครงการแล้วน้อง ๆ มักจะอยากเรียนต่อที่ประเทศนั้น ๆ หรือบางคนที่มีความฝันอยากเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่ต่างประเทศ แม้ว่าสถานศึกษาบางแห่งจะสามารถใช้วุฒิม.ปลายของประเทศไทยยื่นเข้าเรียนต่อได้ แต่สิ่งที่จำเป็นในการเรียนต่อนั่นก็คือพื้นฐานทักษะทางภาษาอังกฤษน้อง ๆ หลายคนจึงเลือกที่จะมาสอบ GED เพื่อให้ได้วุฒิที่สามารถใช้เข้าเรียนต่อในต่างประเทศกว่า 70 ประเทศทั่วโลก และยังได้พัฒนาทักษะทางภาษาและเนื้อหาการเรียนในระดับสากลอีกด้วย
วุฒิ GED สามารถใช้ยื่นเข้าเรียนต่อคณะอินเตอร์ได้เกือบทุกคณะในประเทศไทย เหตุผลที่น้อง ๆ ส่วนใหญ่เลือกที่จะมาสอบเทียบ GED เพื่อการยื่นเข้าเรียนต่อคณะอินเตอร์ในมหาวิทยาลัยนั้น ก็เป็นเพราะว่าการสอบ GED ใช้เวลาติวสอบเพียงแค่ระยะสั้น ๆ ประมาณ 1 – 6 เดือนเท่านั้น ซึ่งเมื่อน้อง ๆ สอบผ่านและมีวุฒิม.ปลายแล้ว ก็จะเหลือเวลาไปติวสอบข้อสอบอื่น ๆ อย่าง SAT หรือ IELTS เพิ่มมากขึ้นนั่นเองค่ะ
เพราะระบบโรงเรียนไม่ได้ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์สไตล์ของเรียนของผู้เรียนได้อย่างครบถ้วน อย่าง ระบบการบ้าน ที่บางครั้งหนักไปจนทำให้ผู้เรียนเกิดความเครียดและส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการเรียน หรือกฎระเบียบต่าง ๆ ของโรงเรียนที่เข้มงวด น้อง ๆ บางคนจึงเลือกที่จะออกมาสอบเทียบเพื่อเอาวุฒิม.ปลายไปเรียนเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย
การสอบ GED ประกอบด้วย 4 วิชาหลัก ได้แก่ คณิตศาสตร์ (Mathematical Reasoning) ภาษาอังกฤษ (Reasoning Through Language Arts) สังคมศึกษา (Social Studies) และวิทยาศาสตร์ (Science) โดยเนื้อหาที่ออกสอบครอบคลุมสาระสำคัญที่นักเรียนม.ปลายควรทราบ โดยเฉพาะวิชาสังคมศึกษาที่เน้นข้อมูลเกี่ยวกับสหรัฐอเมริกาและประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ ซึ่งอาจเป็นประเด็นที่ไม่ได้เรียนในหลักสูตรปกติ ทำให้น้อง ๆ จะได้เปิดมุมมองใหม่ ๆ ผ่านการสอบครั้งนี้ค่ะ
การสอบเทียบ GED เป็นทางเลือกสำหรับน้อง ๆ Home School ที่ต้องการวุฒิการศึกษาหรืออยากจบม.6 เร็วขึ้น เนื่องจากวุฒิ GED เทียบเท่ากับวุฒิมัธยมปลายต่างประเทศ และเป็นวุฒิที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย ทั้งมหาวิทยาลัยทั่วโลก และมหาวิทยาลัยหลักสูตรอินเตอร์ในไทย ถ้าน้อง ๆ สอบเทียบ GED จึงได้เปรียบมากกว่าการมีวุฒิมัธยมปลายจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพียงอย่างเดียว
การสอบ GED แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การสอบ GED Ready และการสอบ GED นั่นแปลว่า น้อง ๆ จะต้องจ่ายค่าสอบถึง 2 ครั้ง โดยค่าสอบ GED Ready จะอยู่ที่ $6.99 /วิชา ซึ่งน้องจะต้องสอบ 4 วิชา ดังนั้น จะมีค่าสอบ GED Ready ทั้งหมดอยู่ที่ $27.96 หรือประมาณ 990 บาท
ส่วนค่าสอบ GED จะอยู่ที่ $80 /วิชา ซึ่งน้องจะต้องสอบ 4 วิชา ดังนั้น จะมีค่าสอบ GED ทั้งหมดอยู่ที่ $320 หรือประมาณ 11,350 บาทค่ะ ซึ่งถือว่าสูงในระดับหนึ่งเลย ดังนั้นการสอบ GED จึงเหมาะกับน้อง ๆ ที่มีความพร้อมเรื่องค่าใช้จ่ายนั่นเองค่ะ
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ โรงเรียนนานาชาติมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง เริ่มต้นปีละประมาณ 500,000 – 1,000,000++ ล้านบาท / ปี ดังนั้น น้อง ๆ และผู้ปกครองบางคนที่นอกจากจะต้องการประหยัดเวลาการเรียนในระดับมัธยมปลายแล้ว แต่ก็ยังต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายเพิ่มด้วย จึงเลือกออกมาสอบ GED เพราะช่วยประหยัดเงินในส่วนของค่าเทอมไปได้ตั้งแต่หลักแสน – หลักล้านเลยค่ะ
เพราะการสอบเทียบ GED ใช้เวลาเตรียมสอบเพียงแค่ 1 – 6 เดือนเท่านั้น น้อง ๆ หลายคนจึงเลือกวางแผน ติว GED อย่างจริงจังเพื่อเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองชัดเจนแล้วว่าต้องการเรียนต่อคณะอะไร มีเป้าหมายชัดเจนว่าอยากทำอะไรในชีวิต และไม่ต้องการเรียนม.ปลายในโรงเรียนนานถึง 3 ปี จึงเลือกที่จะออกมาสอบเทียบ GED เพราะช่วยให้จบม.6 ได้ไวขึ้น และสามารถเอาเวลาที่เหลือไปโฟกัสที่เป้าหมายของตัวเองได้ดียิ่งขึ้น
ที่มา: https://theadvisoracademy.com/who-should-take-ged-test-advisor-value/